จากภาวะที่รายได้ผู้คนยังวิ่งไม่ทันราคาบ้าน ขณะที่สถาบันการเงินออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ (แอลทีวี) เหล่านี้ ล้วนเป็นตัวแปรกระทบต่อ “เทรนด์” หรือความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้คนในอนาคต  

จากการสำรวจข้อมูลของบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด  ระบุว่า แนวโน้มปีนี้ตลาดทาวน์เฮ้าส์จะกลับเข้ามาได้รับความนิยม เหตุผลอีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากการดีไซน์ในบางโครงการของผู้ประกอบการอสังหาฯให้มีหน้ากว้างขึ้นถึง6 เมตร ทำให้สามารถจอดรถหน้าบ้านได้ 2คัน แถมยังมีสวนหลังบ้าน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค

เช่นเดียวกับตลาดบ้านแฝดที่มีขนาด 35-40 ตารางวา ซึ่งออกแบบให้คล้ายกับบ้านเดียว ในระดับราคา3-4 ล้านบาทออกมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

จากข้อมูลยังสะท้อนว่า ‘ราคา’ คอนโดมิเนียมถีบตัวขึ้นปีละ 9% ตั้งแต่ปี 2558-2562 ส่วนบ้านเดี่ยวราคาขึ้น 4-7% เมื่อแยกเซกเมนต์พบว่า เซกเมนต์บ้านระดับบน ระดับราคาตั้งแต่10 ล้านบาทขึ้นไปราคาขึ้นสูง 9% แต่เซกเมนต์ที่ราคาขยับน้อยที่สุดก็คือ ทาวน์เฮ้าส์หรือทาวน์โฮม ขึ้นปีละ 4% แทบทุกปี และเมื่อกลับไปดูที่รายได้ประชากรในกรุงเทพฯ พบว่าคนกรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ4%  เช่นเดียวกัน

ดังนั้น แนวโน้มของตลาดทาวน์เฮ้าส์ จึงเป็นตลาดที่ “พลิก” กลับมาได้รับความนิยมเพราะเข้ากับระดับรายได้ของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุด ทั้งในแง่ราคาและระดับรายได้ กลุ่มลูกค้าหลักในปีนี้ คือ คนต้องการอยู่อาศัยจริง (เรียลดีมานด์) ทาวน์เฮ้าส์กับบ้านแฝด จึงเป็น คำตอบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ‘ไม่ใช่’ตลาดคอนโดมิเนียมอีกต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากการเก็บข้อมูลยังพบว่า ไตรมาสแรกปี2561 ตลาดคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่หดตัว 45% จากไตรมาสแรกปี 2560 มีจำนวน 15,700 ยูนิต ปีนี้ไตรมาสแรกมีจำนวน8,700 ยูนิต เมื่อดูตัวเลขครึ่งหลังปี2560คอนโดมิเนียมเปิดตัวสูงสุดในรอบ ปีที่ผ่านมา จำนวน 70,000 ยูนิต ครึ่งปีหลังของปี 2560 คอนโดมิเนียมเปิดตัว จำนวน 33,000 ยูนิต ลดลง 25% เมื่อเทียบปี 2561 คอนโดมิเนียมเปิดตัว 45,000 ยูนิต

จากสัญญาความเสี่ยงดังกล่าว ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ‘ชะลอ’ การลงทุนและเปิดตัวโครงการใหม่ หลังจากก่อนหน้าที่ในไตรมาสแรกทุกค่ายแห่กันเทขายสต็อกเก่า ออกโปรโมชั่นแรงๆ เช่น ให้อยู่ฟรี 2 ปี ฯลฯ ออกมาในไตรมาสแรกของปีนี้

ทว่า จากการคาดการณ์ ของสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ระบุว่า คาดว่า สิ้นปี คอนโดมิเนียมเปิดตัว ‘หดตัว’ 25% จากปีก่อนที่มีจำนวน 70,000 ยูนิต จะเหลืออยู่55,000 ยูนิต ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการแอลทีวี สต๊อกเก่า ,กำลังซื้อจีนหายไป และกำลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนที่เก็งกำไร เพราะ รายได้ลดลง ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่สำคัญในตลาดคอนโดมิเนียม ที่ซื้อใบจอง ซื้อมาขายไปจะหายไปประมาณ 10%

ซึ่งบางคอนโดมิเนียมบางโครงการที่เกิดมาเพื่อรอยอดขายจากกลุ่มนักเก็งกำไร ยอดขายจะหายไป 60% เนื่องจากธนาคารจะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเพื่อนำเงินก่อสร้างก้อนแรกไปก็ต่อ เมื่อมีใบจอง 60% จากสมัยก่อนที่แค่มีใบจอง20-30% ธนาคารจะให้เงินก้อนแรกไปก่อสร้าง แต่ระยะหลังเกิดปัญหาพอใกล้โอน คนกลุ่มนี้หายไปครึ่งหนึ่ง เป็นเหตุให้ธนาคารมีมาตรการเข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคา 10-20 ล้านบาทจากปีที่ผ่านมาหลายคนมองว่า เป็นเซ็กเมนท์ที่ดี แต่ในปีนี้ ผลจากมาตรการแอลทีวี พบว่า บ้านในเซกเมนต์นี้ยอดขายหายไป30% จากเดิมเคยขายได้ เฉลี่ยเดือนละ 3 หลัง ปัจจุบันยอดขายเหลือแค่ 1.4 หลังต่อเดือน บางรายยอดขาย 0 % คือขายไม่ได้เลย ตั้งแต่ต้นปี2562 ที่ผ่าน ยกเว้น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ผู้นำตลาดที่ยังคงขายได้เดือนละ 30 หลัง

สุมิตรา กล่าวว่า ในฐานะผู้พัฒนาคอนเทนต์ ด้านอสังหาริมทรัพย์ แนะนำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและกลาง ควรเข้าในตลาดทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านแฝดในระดับราคาต่ำ5ล้านบาทในกรุงเทพฯและปริมณฑลเพราะเหมาะกำลังซื้อของผู้บริโภค